counter 21,001

011 : The Story of Us (จริงๆนะ)

 


คุณรู้ไหมคะ..ฉันเคยนึกรู้สึกผิดที่ฉันได้ครอบครองผู้ชายคนนึง
ที่ผู้หญิงหลายๆคนต่างก็อยากจะเป็นเจ้าของในตัวเขา
ฉันรู้ว่ากี่หยดน้ำตาที่จะหลั่งไหลมาหากรู้ว่าเขามีคนรักที่แสนจะธรรมดาอย่างฉัน
แต่ฉันทำอะไรไม่ได้..ฉันรักเขาและเขาก็รักฉัน
เรารักกันมากและผ่านอะไรมามากจนไม่มีเหตุผลที่จะแยกกันไปได้เสียแล้วในตอนนี้
ฉันก็ทำได้แค่ รักเขาให้มากขึ้นไปอีก และจะไม่ทำให้เขาเสียใจ..


ผู้ชายของฉันเป็นผู้ชายเจ้าเสน่ห์ ดวงตาชวนโศกของเขาช่างมีแรงดึงดูดอย่างที่ไม่อาจขัดขืนได้
เขาไม่ได้สมบูรณ์แบบเหมือนเทพบุตรในนิยาย แต่ในความไม่สมบูรณ์แบบของเขานั้น
กลับทำให้ตัวเขาน่าค้นหาและน่าครอบครองมากกว่าเดิมเสียอีก
อย่าว่าฉันเลยนะคะว่าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ ถ้าคุณรู้ว่ามีผู้หญิงรักใคร่สนใจเขากี่คนแล้ว
คุณอาจจะถึงกับอ้าปากค้างเลยทีเดียว
แต่จะอ้าปากค้างเรื่องจำนวนสาวๆ หรือเพราะ
ผู้ชายอย่างเขาทำไมมารักกับผู้หญิงธรรมดาๆอย่างฉันได้
อันนี้ก็ต้องว่ากันอีกที..


คุณรู้ไหม..เรื่องราวความรักของฉันมันช่างเหมือนกับจากนิยายเล่มหนาๆที่สาวๆชอบอ่านกันเสียจริงๆ
เริ่มจากแรกที่รู้จักกัน ในวันนั้นเขาไม่ได้รู้หรอกค่ะว่ายายมนุษย์ผู้หญิงคนนี้อยู่ตรงส่วนไหนของโลก
มันบังเอิญที่ว่าเพื่อนใหม่ของฉันเป็นเพื่อนของเขา..ในโลกกลมๆที่มีการสื่อสารชื่อว่า internet เนี่ย
มันสามารถย่นระยะทางได้ยิ่งกว่าการนั่งเครื่องบินไปกลับ บ้านฉันและบ้านเขา ห้าถึงหกชั่วโมงเสียอีก
และมันก็ทำให้โลกกลมได้มากขึ้น หรืออาจจะยากขึ้นก็ไม่รู้..แต่เอาเป็นว่าฉันได้มารู้จักเขาแล้วสิ..
ฉันไม่มีคำตอบให้นะคะว่าทำไมฉันถึงไปรักไปชอบเขาเข้าได้ มันไม่ใช่ประเด็นของเรื่องนี้หรอกค่ะ
เรื่องบางอย่างเก็บไว้เป็นความลับก็ตื่นเต้นดีว่าไหม?


คุณเคยได้ยินเพลงที่ว่า ความรักศักดิ์ศรี รักไม่มีพรหมแดน รักไม่มีศาสนา บ้างไหมคะ?
ฉันเชื่อค่ะว่ามันเป็นอย่างนั้น แต่ในตอนนั้นน่ะ เขายังไม่ได้รักฉัน
มันก็เลยมีพรหมแดน..ที่เรียกว่า "ภาษา" เกิดขึ้น
ฉันได้รับการเสี้ยมสอนจากยายเพื่อนคนดีว่า พ่อยอดขมองอิ่มของฉันนั้น ภาษาอังกฤษเขาใช้ได้ทีเดียว
ดังนั้น นับแต่วันที่ฉันได้รู้ที่อยู่ตู้จดหมายออนไลน์ของเขาแล้ว
ฉันก็เฝ้าส่งจดหมายไปทุกวี่ทุกวัน วันละฉบับ..ด้วยภาษากลางของโลก..ภาษาอังกฤษ
ด้วยใจความหลากหลายแต่ตรงประเด็นตามนิสัยของฉัน..
ฉันสารภาพรักเขาไปพร้อมจดหมายเหล่านั้นนั่นแหละค่ะ
นานนับเดือนกว่าเขาจะยอมตอบจดหมายของฉัน..เป็นผู้ชายเล่นตัวเสียด้วย..
แต่เขาไม่ได้ส่งมาทักทายเฉยๆนะคะ เขาปฏิเสธรักฉันมาค่ะ ตรงไปตรงมากันน่าดู
ถามว่าฉันเสียใจไหม..ก็ไม่เลยสักนิด เพราะฉันก็รู้ว่าถ้าเขาตกลงโอเคมา คงไม่ใช่ผู้ชายที่ดีเท่าไหร่แล้ว..
แต่ที่ฉันสะเทือนใจมากก็คือ..เขาบอกมาว่า เขาแปลจดหมายฉันไม่ออก..
ฉันรู้สึกเหมือนเดินบนรองเท้าส้นสูงสี่นิ้วแล้วขาพลิกลงมาอย่างนั้นแหละ
ทำไมไม่บอกฉันให้เร็วกว่านั้นเสียหน่อยเล่า..พ่อคุณ
แต่บอก..ก็ยังดีกว่าไม่บอกเลย แรงฮึดฉันไม่มีทางหายไปง่ายๆหรอกนะ..จะบอกให้
ฉันก็เลยคว้ารองเท้าส้นสูงคู่ที่ทำฉันขาพลิกเมื่อครู่มาใส่ใหม่ แล้วก้าวเดินต่อไป
กับจดหมายที่มีเนื้อหาเป็นภาษาญี่ปุ่นถูกๆผิดๆเท่าที่ฉันจะสามารถหาคนแปลให้ได้

 

นานอยู่หลายเดือน ฉันเฝ้าถามตัวเองว่า เขาจะเข้าใจภาษาญี่ปุ่นของฉันไหมนะ?
เขาจะจำฉันได้หรือยัง..เขาจะรู้หรือยังว่าฉันมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้เหมือนกันนะ
ก็ถึงวันที่ฉันได้คุยกับเขาผ่านโปรแกรมเทพเจ้า
(ฉันคิดว่าเวลาฉันแต่งงานก็คงต้องส่งของขวัญไปขอบคุณ microsoft ด้วยละมั้ง)
ในวันนั้นฉันจำได้ว่าฉันกำลังแต่งตัวจะออกไปเที่ยวตามประสาวันหยุดสุดสัปดาห์
ขณะกำลังนั่งดูอะไรเพลินๆก่อนออกจากบ้าน ก็เห็นชื่อเขาแว่บๆขึ้นมา
หัวใจของฉันเหมือนหยุดเต้นไปสองสามวินาที แล้วฉันก็ทักเขาไป
ฉันสมหวังค่ะ เขาจำฉันได้ วันนั้นเป็นวันที่เขาว่างพอดี เราก็เลยได้คุยกันค่อนข้างนาน
ด้วยภาษาอังกฤษที่ฉันคิดว่ามันไม่ซับซ้อนเกินไปที่จะสื่อสารกันได้
ฉันรับรู้ในวันนั้น..เขาเป็นผู้ชายที่มีอารมณ์ขันแสบๆคันๆล้นเหลือทีเดียว
หลังจากที่กล่าวลาจบบทสนทนาในวันนั้น ฉันได้ทำหน้าที่ประจำของฉันด้วย คือบอกรักเขา
แล้วเขาก็ได้ทำสิ่งหนึ่ง ซึ่งมันกลายมาเป็นหน้าที่ประจำของเขาในภายหลังเช่นกัน
มันคือการสะกิดแผลของฉันพอแสบๆว่า
ใคร้มันจะไปรักผู้หญิงที่ไม่รู้จักได้เล่า..

 


ฉันอาจจะเป็นโรคจิตประเภทชอบความเจ็บปวดก็ได้นะมาคิดไปแล้ว
ฉันก็ยังคงส่งจดหมายเล่าเรื่องราวชีวิตในแต่ละวันพร้อมบอกรักเขาไปอยู่ทุกวี่ทุกวัน
หลังจากนั้นมาฉันกับเขาก็ได้พูดคุยกันบ้าง ด้วยบทสนทนาที่ดูจะไม่ต่างกันเลยในแต่ละครั้ง
ฉันรักเธอ เหรอแต่ฉันไม่รักเธอ ฉันคิดถึงนะ แต่ฉันไม่นะ เป็นแบบนี้อยู่นาน
เพราะอะไรรู้ไหมคะ..เพราะเขามีคนที่รักอยู่แล้ว และก็รักมากเสียด้วย
เท่ากับฉันน่ะไปจีบคนที่มีเจ้าของแล้วนี่เองแหละ..
แต่อย่าคิดนะคะว่า ฉันจะไปแย่งเขามาสำเร็จ ผู้ชายคนนี้รักใครรักมั่นคงน่าดู
ดังนั้น ไม่ว่าฉันจะเพียรพยายามยังไง เขาก็ตอกกลับมาอย่างเย็นชาสม่ำเสมอ แรงดีไม่มีตก
แต่ในระหว่างนั้น ฉันได้เรียนรู้ว่าการรอคอยเขามันจะไม่เสียเปล่า..จากปัญหาต่างๆที่ผ่านเข้ามา
เขาพิสูจน์ให้ฉันรู้ว่า การที่ฉันพยายามอยู่นั้นมันคุ้มค่าที่จะทำ..


จุดพลิกผันเล็กๆจุดนึงมาจากแม่เพื่อนคนดีของฉันนั่นเอง..
เพื่อนของเขามาปิ๊งเจ้าหล่อนเข้า ดังนั้นฉันจึงกลายเป็นแม่สื่อกลายๆ
สินบนของฉันน่ะเหรอ..คุณน่าจะเดาได้นี่คะ..อีตานั่นก็กลายเป็นพ่อสื่อน่ะสิ
ด้วยความที่มีความชำนาญในภาษาอังกฤษระดับนึง พ่อสื่อคนนี้ก็ทำให้เขาได้รู้จักตัวฉันมากขึ้น
แต่ก็เหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่
ไม่มีใครทำให้หัวใจของเขาหวั่นไหวได้เลย..ถามว่าฉันเคยท้อไหม..ก็บ่อยครั้งนะคะ
แต่ฉันยอมแพ้ไม่ลงจริงๆ..จากวันแรกที่ฉันบอกรักเขาไปถึงช่วงนั้น ก็ปีกว่าๆแล้วล่ะค่ะ
เรื่องราวมันก็ดำเนินไปแบบที่ทำให้ฉันร้องไห้บ้าง หัวเราะบ้าง
แต่ไม่มีสักครั้งนะคะที่ฉันจะยอมเลิกหวัง..


จนมาถึงอีกจุดพลิกผันนึงก็คือวันที่คนของเขาเดินจากไป ฉันซึ่งรอคอยอยู่สารภาพตรงๆค่ะว่า
ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี เพราะเขาทุกข์ทรมานมากทีเดียว
ตอนเขามาปรึกษาฉัน..ฉันซึ่งไม่อยากเห็นเขาเศร้าเสียใจก็ดันแนะนำให้เขาไปขอคืนดีเสียอีก..
อย่าเข้าใจว่าฉันเป็นคนดีอะไรนักหนาล่ะ ฉันน่ะพูดคำนั้นออกไปทั้งน้ำตาเชียวนะคะ
แล้วเขาก็ดันทำมันจริงๆเสียด้วย..ทีนี้คนเสียน้ำตาน่ะกลับมาเป็นฉันแล้วสิ
แต่โชคดี..ที่เขาทำมันไม่สำเร็จ ไม่อย่างนั้นฉันคงนอนจมน้ำตาตายไปนานแล้ว
ฉันพยายามอย่างที่สุดที่จะให้กำลังใจเขา..


แล้ววันนึงเขาก็มาบอกฉันว่า
เขาจะไปจีบผู้หญิงคนนึง มีดีกรีเป็นนางแบบเสียด้วย..
คุณคิดว่ายังจะมีอะไรทำร้ายจิตใจฉันได้มากกว่านี้อีกไหมคะ?
ฉันน่ะนอนบนหมอนเปียกน้ำตาจนหัวจะขึ้นราอยู่เป็นอาทิตย์เชียว
แถมอีกวันก็มาถามฉันอีกว่าคิดยังไงถ้าเขาจะไปขอผู้หญิงคนนั้นเป็นแฟน
ฉันได้แต่อวยพรเขาไป กลับโดนเขายั่วโมโหมาเสียอีก
เขาถามฉันค่ะว่าหึงเหรอ..คุณดูแล้วกันว่าผู้ชายคนนี้น่ะแสบแค่ไหน
แต่แล้วฉันก็ได้รู้จากอีตาพ่อสื่อคนดีว่าผู้หญิงคนนั้นน่ะมีแฟนแล้ว
อีกแล้วสิ..ที่ฉันต้องปลอบเขา..ฉันถามไถ่อาการด้วยความเป็นห่วงจริงจัง
แต่เขากลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย ดูสบายดีปกติทุกอย่างจนฉันงง


ฉันงงได้ไม่นานเท่าไหร่ คุณนายเพื่อนของฉันก็ฮอตไลน์สายด่วนมาบอกฉัน
ในขณะที่ฉันกำลังขับรถกลับจากมหาวิทยาลัยว่า..เขาจะคบกับฉันแล้วนะ
ฉันได้แต่งงแล้วก็ขับรถเบลอๆจนถึงบ้าน ก่อนจะถามไถ่จนได้ใจความว่า
เขาฝากเพื่อนฉันมาบอกว่าเขาจะลองคบกับฉันดูสักหนึ่งเดือนก่อน..แล้วค่อยว่ากัน
ฉันควรจะดีใจใช่ไหมคะ? ทั้งๆที่กลัวว่าอีกหนึ่งเดือนจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ฉันก็อดเขินตัวเองไม่ได้เวลานึกว่าฉันเป็นแฟนเขาแล้ว..

 

จากวันนั้นมา ความสัมพันธ์ของฉันกับเขาก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
จนเลยหนึ่งเดือนที่กำหนดไว้..ฉันน่ะนับวันเวลาทุกลมหายใจเลยล่ะค่ะ
แต่พอถึงวันครบกำหนด ฉันทำลืมเสียเอง เห็นเขาไม่พูดอะไรฉันก็เลยเหมาเอาเองว่า เขาตกลงแน่แล้ว
เราคบกันมาเรื่อยๆ รักกันมาเรื่อยๆ
แม้เขาจะยังคงพูดน้อยอยู่เหมือนเดิม แต่ภาษาก็ไม่ใช่พรหมแดนที่ขวางกั้นอีกแล้วล่ะค่ะ
พอมารักกันแล้ว.. พรหมแดนของฉันกับเขาก็คือการงานของเขานั่นเอง
งานของเขาเป็นงานที่ต้องให้เวลาส่วนตัวไปกับงานสูงมาก
และไม่สามารถจะเอาเรื่องความรักไปปะปนได้เลย
ดังนั้นฉันก็จะนั่งเหงาในหลายๆครั้งที่เขาต้องหายไปทำงานนานๆ

 

วันนึงฉันตัดสินใจจะไปอยู่ที่ญี่ปุ่นหนึ่งเดือน
มันเป็นการตัดสินใจที่บ้าบิ่นมากค่ะฉันรู้ แต่ฉันอยากเจอเขานี่คะ
แม้จะมีอุปสรรคที่ทำให้อ่อนใจหลายครั้ง แต่ฉันก็ยังสู้จนได้ไปสมดังหวัง
คุณรู้ไหมคะ..ตลอดเวลาหนึ่งเดือนกับหนึ่งอาทิตย์ในญี่ปุ่นของฉัน
ฉันไม่ได้เจอกับเขาเป็นการส่วนตัวเลยแม้สักวินาทีเดียว
อาทิตย์แรกที่ฉันไปอยู่ที่นั่น ฉันท้อใจจนถึงกับส่งข้อความไปหาเขา..ขอให้จบความสัมพันธ์เพียงเท่านั้น


แต่พอเขาส่งข้อความตอบกลับมา เรียกฉันว่าเพื่อน ถึงจะรู้ว่าเขาจงใจจะทำให้ฉันรู้สึก
แต่ฉันก็น้ำหูน้ำตาร่วงเต้นแร้งเต้นกาจนไปเจอเขาในเวลาทำงานจนได้..
ในช่วงเวลาที่เขาทำงานนั้น..เขาต้องเทคแคร์คนหลายคน ฉันไม่ได้คุยกับเขาแม้สักคำ
แต่ฉันรู้..เขาไม่โกรธฉัน..เพราะเขายังใส่แหวนอยู่
มันเป็นแหวนที่เขาตั้งใจซื้อมาใส่เพื่อบอกใครๆว่าเขามีแฟนแล้ว..
แต่บางครั้งมันก็ไม่เหมาะสมในการทำงาน เขาจึงต้องถอดมันออกบ้าง
แต่โดยส่วนมากแล้วเขาก็จะใส่มันไว้ตลอด..ในวันนั้น..ฉันขอร้องเขาว่า ถ้าเขาไม่โกรธฉัน
ขอให้เขาใส่แหวนทำงานให้ฉันเห็น..แล้วเขาก็ใส่มัน..
ฉันจำได้ว่าดีใจจนมองภาพข้างหน้าเป็นภาพเบลอๆไปหมดเลยทีเดียว

 

นั่งกอดเข่าตัวเองร้องไห้ในอ่างอาบน้ำทุกๆวัน..
แม้ในวันเกิดของเขา เขาก็ยังคงต้องฉลองในที่ทำงาน..
ฉันจากญี่ปุ่นมาด้วยน้ำตาท่วมหัวใจ..แต่ก็เพราะฉันรู้ว่าเขาได้ทำดีที่สุดแล้ว
ฉันจึงถือว่า การไปญี่ปุ่นครั้งนั้น คือหนึ่งในบททดสอบความรักของฉันกับเขา
ซึ่งมันก็ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากเสียด้วย..


ฉันกับเขารักกันมากขึ้น พ่อสื่อคนดีได้หนีหายไปมีแฟนใหม่
ทิ้งเพื่อนของฉันให้โศกาอาดูร ซึ่งยังดีที่ยังคงมีชายหนุ่มมาดามหัวใจเจ้าหล่อนได้
(ซึ่งก็เพื่อนของเขาอีกนั่นแหละ)
หลังจากช่วงทดสอบหนึ่งเดือนล่วงเลยมาจนถึงหนึ่งปี
แฟนคนนี้ของเจ้าหล่อนได้นำพาจุดพลิกผันครั้งใหญ่เข้ามาให้ฉันกับเขา
คือท่านล่ามผู้ซึ่งสามารถพูดภาษาไทยได้คล่องแคล่วนั่นเอง..


มันดูตลกใช่ไหมคะ กับการพรอดรักกันโดยมีล่ามมานั่งแปล
แต่คุณรู้ไหม ฉันสนุกและมีความสุขกับมันมากเลยทีเดียว
เพราะภาษาญี่ปุ่นของฉันก็ไม่ได้ดีเด่จนถึงขนาดสื่อสารได้ทุกอย่าง
และภาษาอังกฤษในบางครั้งมันก็ไม่ได้อรรถรสเท่าภาษาไทย..
กลายเป็นว่าความรักของฉันวนเวียนอยู่กับภาษาถึงสามภาษาเลยล่ะค่ะ
เพราะภาษาไทยของท่านล่ามทำให้ฉันกับเขารู้จักกันมากขึ้น เขาพูดเก่งขึ้น เปิดเผยมากขึ้น
เรารักกันมากขึ้นพอๆกับงานของเขาที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน..
และหลายครั้งที่เขาก็ต้องเลิกนัดกับฉันไปทำงาน..
ฉันเล่าเรื่องราวของฉันจนมาถึงตอนปัจจุบันแล้วล่ะนะคะ

 


ที่ฉันมาเล่าเรื่องอะไรแบบนี้ก็เพราะว่า
เมื่อคืนเขามีธุระกับที่บ้านเลยเลิกนัดฉัน..
วันนี้ได้เจอที่เขาตอนเช้าตรู่ (เก้าโมงมันก็ไม่ตรู่เท่าไหร่หรอกค่ะ)
เช็คเมลก็เจอเมลที่บอกว่า สอบใช่ไหม ไม่เป็นไรเจอกันพรุ่งนี้ก็ได้นะ
รู้สึกละอายนิดหน่อยที่คืนก่อนหน้านั้นปล่อยให้ตัวเองรู้สึกเหงาอย่างเต็มที่
ทั้งๆที่เขาก็ต้องมีธุระด่วนกับครอบครัวบ้าง
ฉันก็มักจะเป็นอย่างนี้เสมอ น้อยใจไปเอง เหงาไปเองทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำอะไรไม่ดีสักนิด
เดือนหน้าฉันกับเขาจะรักกันมาสองปีแล้ว..
เลยวันนั้นไป ฉันจะเอาของขวัญที่ฉันตั้งอกตั้งใจทำมาเก็บเอาไว้ที่นี่


วันเวลาที่ผ่านไปทำให้ฉันกับเขาเรียนรู้กันและกันมากขึ้น
ฉันเริ่มจะหยุดงอแงเวลาที่เขาต้องทำงานหนักมากๆแล้วหายไปหลายวัน
และเขาเองก็ดูจะอ่อนหวานและอ่อนโยนมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ฉันเคยไม่แน่ใจในความรักของเรา ว่ามันจะมีทางเดินไปถึงอนาคตที่ฝันร่วมกันไหม..
ถึงวันนี้ ฉันมั่นใจ..เขาจะพาฉันไปถึงจุดหมายปลายทางได้แน่นอน


ฉันไม่เคยคิดว่า จะมีผู้ชายคนไหนที่ดีกับฉันมากมายถึงเพียงนี้มาก่อน
แม้ข้อจำกัดในการงานของเขาจะทำให้มีข้อยกเว้นในหลายๆอย่าง
แต่เขาก็ชดเชยให้ฉันคืนมาทั้งหมดด้วยสิ่งละอันพันละน้อยที่เขาแสดงออกมา

 

คุณคิดว่าความบังเอิญในโลกนี้มีอยู่จริงไหม?
แล้วความบังเอิญมันเหมือนกับพรหมลิขิตหรือเปล่า?


ปลายปีนี้จะก้าวเข้าสู่ปีที่สี่ ที่ฉันรอคอยเขามา
ฉันตั้งใจ หมายมั่นปั้นมือเอาไว้..อายุ 29 เมื่อไหร่ ฉันจะยุติการรอคอยอันแสนยาวนานลง
หากเขายังไม่สามารถวางภาระการงานนั้นแล้วลงมาร่วมทางเดินกับฉันได้
ปีนี้ฉันกำลังจะอายุ 25 เหลืออีกกี่ปี คุณลองนับดูเอานะคะ..
ฉันบอกเขาไว้อย่างนี้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเขาพูดไว้ว่าเขาคงจะไม่ให้ฉันรอนานขนาดนั้นหรอก..


ในปีนี้ฉันบังเอิญได้ไปพบหมอดูชราคนนึง..ที่ต่างจังหวัด
ซึ่งไม่ได้เรียกร้องค่ายกครูมากไปกว่าเงิน 29-49 บาท
คุณยายทักฉันได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
แม้ในความลับที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนตลอดในชีวิตที่ผ่านมาของฉัน
พอฉันถามถึงเรื่องความรัก..คุณยายถามถึงวันเดือนปีเกิดของเขา แล้วก็ขอดูรูป
หลังจากบอกไปว่าเขาเป็นคนที่ไหน ทำงานอะไร ก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
จากนั้นคุณยายก็หัวเราะจนตาอันฝ้าฟางหยีลง ก่อนจะทำนาย..


ฉันเป็นคนธาตุเดียวกับเขา แม้จะเกิดห่างกันเพียงหนึ่งปี
แต่ฉันเป็นคนที่ใช้เงินเก่งมาก ในขณะที่เขาก็เก็บเงินเก่งมาก และเป็นคนที่ขี้เหนียวซะด้วย
ดังนั้นฉันอยู่กับเขาจึงเป็นการสบายแท้ๆ(สำหรับฉันนะ 555)
พี่สาวฉันผู้ซึ่งไม่ค่อยเชื่อว่า ผู้ชายที่อยู่ในสายการงานแบบนี้จะรักฉันจริงหรือไม่ ก็ช่วยฉันถามคุณยายว่า
จะมีใครเข้ามาในชีวิตของฉันอีกไหม แล้วผู้ชายคนนี้ดีแล้วหรือยัง
คุณยายยิ้มแล้วตอบว่า ถึงจะมีเข้ามา ฉันก็คงไม่สนใจใครอีกแล้ว
ฉันน่ะลองรักไปแล้วเปลี่ยนใจยาก ถึงเขาจะดีหรือไม่ดีฉันก็ต้องบอกว่าดีจนได้
ฉันหัวเราะ..ถูกของคุณยาย แต่สิ่งที่คุณยายพูดต่อไป..ทำให้ฉันแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

 

คุณยายบอกฉันด้วยเสียงดังขึ้นเล็กน้อย เหมือนจะให้ครอบครัวของฉันได้รับรู้ด้วยว่า
จะไม่จริงจังกับผู้ชายคนนี้คงไม่ได้แล้วนะ เพราะเขาเอาจริง เขาจริงจังกับฉันมาก
และเขาก็จริงใจมากเสียด้วย..
ฉันได้แต่เงียบ..แม้จะพยายามไม่เข้าข้างตัวเอง..แต่คำทำนายจากคุณยายนั้น
ฉันมีเหตุผลส่วนตัวที่พิสูจน์ให้คุณรู้ไม่ได้เสียด้วย..ว่ามันจะไม่สามารถผิดเพี้ยนแม้สักคำ
จะบอกว่าฉันรู้สึกยังไงในตอนนั้นก็คงจะอธิบายลำบาก
การที่ให้ครอบครัวมารับรู้ด้วยอย่างนั้นมันก็ทั้งน่าเขินแล้วก็น่าภูมิใจ
ยิ่งไปกว่านั้น..ตามประสาผู้หญิง ฉันถามคุณยายว่า ฉันจะได้แต่งงานตอนไหน..
คุณยายตอบฉันว่า ปีนี้ไม่ได้ ฉันเบญจเพส และปีหน้าไม่ได้ เขาเบญจเพส
ดังนั้นดวงของฉันจะไปตกอยู่ที่อายุ 29 ...
ฉันนิ่งไปครู่นึง บังเอิญเกินไปหรือเปล่านะ?

 

ฉันหลงลืมคำพูดนั้นไปบ้างตามสถานการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
จนวันนี้ฉันนึกครึ้มอะไรไม่รู้..ถามเขาถึงระยะเวลาตามกฏหมายที่เขายังต้องผูกพันกับอาชีพนี้
ใจฉันนึก..เขาคงไม่ตอบ หากเขาก็ตอบมา..คุณทายสิคะ..ว่าอีกนานแค่ไหน
เขาตอบว่า เหลืออีกสี่ปี..ฉันซึ่งยังไม่ได้คิดอะไรในตอนนั้นก็ถามเขา
ว่าจากนั้นแล้วเขาจะทำงานนี้ต่ออีกไหม เขาตอบฉันมาหน้าตาเฉยว่า
..ก็แต่งงานกับฉันไง..
ฉันฉุกคิดถึงสิ่งต่างๆที่ฉันพูดไปแล้วข้างต้น..มันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆหรือนี่?..


ฉันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นความบังเอิญหรือพรหมลิขิต
ฉันก็ไม่รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันจะเกิดขึ้นจริงไหมในอีกสี่ปีข้างหน้า..
ฉันรู้แค่ว่าฉันและเขาจะต้องพยายามขยับเข้าไปใกล้ความฝันของเราให้ได้มากที่สุด
เพื่อที่วันหนึ่งวันนั้น ความฝันมันจะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป..เท่านั้นเอง


คุณอย่าลืมเอาใจช่วยฉันด้วยนะคะ..

#1...ยาวมากมายเลยหง่ะ
แต่ไงจะช่วยลุ้นนะคะ อีก4ปีเอง

อยากเจอกับพรหมลิขิตอย่างงี้บ้างหง่ะ อิจฉาวุ้ย
>>> Ling-iiZ <<< on 2008-03-19 10:24:16
#2...ยาวมากมายเลยหง่ะ
แต่ไงจะช่วยลุ้นนะคะ อีก4ปีเอง

อยากเจอกับพรหมลิขิตอย่างงี้บ้างหง่ะ อิจฉาวุ้ย
>>> Ling-iiZ <<< on 2008-03-19 10:25:11
#3ยาวมั่กมายเร้ยยยย
แต่งัยก้อจะช่วยลุ้นๆเนอะ
รักไร้พรหมแดนจิงจิ๊งเร้ยยยยย

ความพยายามอยุ่ที่ไหนความสำเร็จอยุ่นั่นจิงด้วยดิ๊*
•13sectionz• on 2008-03-19 13:20:54
#4นั่งอ่านไปก้ยิ้มไปนะคะ

คงเป็นพรมลิขิตและก้ความพยายามละมัง

แม้จะมีอุปสรรคยังไง

ก้ยังรักกันได้

ขอให้รักกันไปนานๆเลยนะคะ

แอบอยากรู้ปิ้งเค้าได้ไง ฮ่าๆ -*-
DEKCHAY_SOMon 2008-04-02 21:17:45
#5โอ้ ภาวนาให้สมหวังกับการรอคอยและความเจ็บปวดเสียใจทั้งหมดที่ทุ่มเทไปเน้แม่ชงโค ฮิ้วววว..สู้ต่อไป

ปล.อยู่ๆ ไม่รู้คิดอะไรก็แวะเข้ามาเหยียบเรือนแม่เล่นซะหน่อย ฮา
SeReNe~on 2008-05-29 22:52:24

งดรับ comment คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกชั่วคราว เพื่อตรวจสอบปัญหา Spam ครับ
ขออภัยในความไม่สะดวกด้วย

Firefox 2
แก้ปัญหาเม้นไอคอนไม่ติด ด้วย Firefox

shongko